เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีอีเวนต์หนึ่งที่เราตั้งตารอคอยเป็นอย่างมากกับ #HYHBKK Live! With Puma Blue หรือคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นโดย HAVE YOU HEARD? โปรโมเตอร์ไทยที่คิวเรตศิลปินต่างประเทศเจ๋ง ๆ มาเสิร์ฟ แม้เราไม่เคยได้ยินชื่อแต่รับรองว่าไม่มีผิดหวัง
และวงดนตรีที่มาเล่นเปิดงานในครั้งนี้คือ Chucky Factory Land สี่หนุ่มสไตล์แอนไทป๊อป (Anti-Pop) สังกัด Crazy Mondae ที่พร้อมจิตวิญญาณอันประกอบพลังความแก่นซ่า และดิบหยาบแบบร็อกแอนด์โรลที่หักจากเฮดไลน์พอสมควร ทว่าสิ่งที่ทั้งคู่มีร่วมกันคือกลิ่นอาย Soulful ซึ่งวงได้ขนผลงานเพลงทั้งใน EP ‘Oh My Slime’ (2020), ‘WHAT HAPPEN IS ODD’ (2022) และอัลบั้มล่าสุดที่พึ่งปล่อยในปีนี้อย่าง ‘Lost In Noir’ มาจัดให้แบบไม่ออมมือ

เวลา 19.45 เสียงปรบมือจากแบ็คกิ้งแทร็คในอินโทรเพลง Prep Walk ก็ดังขึ้น ไม่รอช้า พวกเขาก็ซัด This IS DRUG กับท่อนติดหูที่ร้องวนเป็นวงกลม “ดิสอิสดรัค…ดิสอิสดรัค” ต่อด้วย Once I Got และ BLINKZ วอร์มอัพเราเบา ๆ ก่อนช่วงถัดไปจะเป็นเซ็ตเพลงอัพบีตสนุกสนานตามยุคแรกของวงที่ยังเน้นซาวด์ฮิปฮอป อาร์แอนด์บี ที่ผสมผสานกับซาวด์สังเคราะห์ บีตแทรป และดรัมแพดใน Vivid Call, Quit In Bliss, Project, BUGATTI แล้วหนุ่ม ๆ ก็เริ่มโยกตัวแบบซิงโครไนซ์กันจนต้องโยกตาม
ถัดมาในช่วงครึ่งหลัง ไลท์ติ้งสีฉูดฉาดสลับฉากกับจังหวะวูบวาบได้ปลุกความคลุ้มคลั่งอีกครั้ง จาก Lost In Noir สู่เพลง The Good Going Down Under แล้วพวกเขาก็พาเราไปเจอกับ Urgent Order ที่เชื่อมทรานสิชันเข้า punkrockdryskin ได้เท่มาก เราได้ยินทั้งเบรคดาวน์และกิมมิคดุ ๆ ที่ดีไซน์มาอย่างดี ในจังหวะดรอปลงเหลือเพียงกีตาร์และเสียงร้องคือถึงอารมณ์เลย วงปิดเซ็ตด้วย Thirteen Trigger Things ความเข้มข้นฉบับกีตาร์แบนด์ที่ตรึงคนดูเอาไว้ได้ทะยานขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงขีดสุด พอจบโชว์ก็อยากให้พวกเขาได้มีโอกาสลองโกอินเตอร์ดูสักหน

ประมาณ 21.15 ผู้คนในลิโด้ฮอลล์ 3 ก็ทยอยจับจองที่เพื่อรับชม Puma Blue แบบแน่นขนัด ยอมรับว่าจำนวนที่เราคิดไว้ค่อนข้างผิดคาด เลยแอบดีใจแทนผู้จัดและศิลปินที่คนมารอดูเยอะขนาดนี้ นอกจาก Jacob Allen สมาชิกในวงยังประกอบไปด้วย Harvey Grant (คีย์บอร์ด, แซกโซโฟน), Cameron Dawson (เบส) Ellis Dupay (กลองชุด, แซมเปิล) และขาดไม่ได้คือซาวด์เอนจิเนียร์ที่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญซึ่งช่วยยกระดับให้โชว์และพาร์ทดนตรีทั้งหมด 14 บทเพลงออกมาอย่างสมบูรณ์
พวกเขาทักทายเราด้วย Falling Down กับจังหวะเพลงที่ค่อย ๆ ดึงผู้ฟังสู่ภวังค์เสียงในความรู้สึกขมขื่น คล้ายสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น ทั้งบีตแซมเปิลคลอเสียงกระซิบกระซาบ และการแทรกแซกโซโฟนทีละเล็กน้อย ก่อนเจคอปจะหยิบกีตาร์มาสตรัมคอร์ดสลับการเล่นสไตล์เกาสายเบา ๆ ใน Soft Porn, Lust และ Too Much, Too Much ถือเป็นสี่เพลงแรกของเซ็ตที่อาจไม่ได้หวือหวานัก ทว่าเรียบง่ายแต่อยู่หมัด โดยส่วนใหญ่มักถูกเติมเต็มผ่านซาวด์สังเคราะห์กับแพทเทิร์นเร้าอารมณ์ตอนท้าย

ในช่วงครึ่งสอง วงก็ได้หยิบความลึกลับมาสื่อผ่านเพลง O,The Blood และ Hounds ที่ฮุกเราด้วยเบสไลน์ ไม่ว่าใครก็ต้องหยุดชะงักในท่วงทำนองอันน่าค้นหาผสมกับลูกกรูฟสไตล์ทริปฮอป ตามด้วย Oil Slick บนจังหวะอัพบีตสนุกสนาน ไฮไลต์ของเพลงนี้คือริทึ่มซึ่งโดดเด่นออกมาราวกับมือเบสและกลองได้โชว์ศักยภาพของตัวเอง ในแบบที่เหล่านักดนตรีเจอเบรคดาวน์เข้าไปต้องมีหน้ายู่กันบ้างล่ะ พอไฟสลัวเป็นสีฟ้าหม่น Dream Of You ก็เปิดด้วยน้ำเสียงหมอง ๆ หากอบอุ่นเสมือนถูกโอบกอดไว้กับกีตาร์และเครื่องดนตรีอื่นที่สะท้านถึงใจชะมัด
โชว์ยังเซอร์ไพร์สเราไม่หยุด เพราะเพลง Want Me ที่แม้เจ้าตัวบอกว่าเป็นเพลงที่เขาชอบน้อยที่สุด ตรงกันข้าม..พอโคมไฟภาคพื้นทุกดวงดับลง เว้นไว้เพียง Chandelier ที่สว่างวาบขึ้นก็เล่นเอาทุกคนร้องว้าวเลย ทำนองบัลลาดแช่มช้าที่ซึมซาบลึกถึงข้างในยิ่งทำให้บรรยากาศตอนนั้นดีมาก ต่อที่ Midnight Blue และ Pretty ที่ส่งความนุ่มนวลในซาวด์และเมโลดี้ซินธ์ของทั้งสองเพลง คอยลูบไล้ร่างกายและใบหูเราอย่างเบาบาง แถมทวีคูณความเซ็กซี่เข้าไปอีก

มาถึงเพลงท้าย ๆ แต่ยังไม่ท้ายสุด และเป็นเพลงที่ใครหลายคนต่างรอคอยอย่าง Moon Undah Water ซิงเกิ้ลที่ฮิตติดกระแสอยู่พักหนึ่ง ทั้งดนตรีที่หยอกล้อไปกับริฟฟ์กีตาร์ ริทึ่มที่ขับเน้นจังหวะให้คนฟังอยากขยับร่างกาย รวมถึงซาวด์สุดกระเส่าของแซกโซโฟนที่ยากปฏิเสธ พอฟังสดก็เข้าใจเลยว่าทำไมผลงานของเขาถึงน่าหลงใหล ก่อนจะเซอร์วิสแฟนด้วย (She’s) Just a Phase เสียงกรี๊ดลากยาวจนเจคอปเสียอาการขำคิกคัก วงก็พลอยจับจังหวะห้องดนตรีกันไม่ถูกเลยทีเดียว แล้วปิดที่เพลง Only Trying 2 Tell U ในค่ำคืนแสนพิเศษอย่างงดงาม
นอกเหนือเพอร์ฟอร์แมนซ์และความรู้สึกโดยรวมของเราที่มีต่องานนี้ อีกสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือสเตจดีไซน์และไลท์ติ้งสวย ๆ จากทีม Saturate Designs เช่นเดียวกับซาวด์และไดนามิกที่กลมกล่อมจนรู้สึกว่าไม่มีอะไรติดขัดเลย แอบทำให้เรานึกถึงโชว์ของ Jordan Rakei เมื่อช่วงปี 2019 จากทีม HYH? ในแง่โชว์ดี ๆ จากศิลปินและมาตรฐานการจัดงานที่ยังคงคุณภาพไว้เหมือนเดิมเป๊ะ ยังไงฝากติดตามคอนเสิร์ตครั้งถัดไปจำนวนสองงานของพวกเขาในเดือนพฤษภาคมปีนี้ด้วย

แบม นักเขียนน้องเล็กที่ชอบอ่านหนังสือและฟังเพลงในเวลาเดียวกัน ปัจจุบันกลับมาทำเพจ Listenist